Forced Stylistic Changes
This commit is contained in:
+204
-71
@@ -3,18 +3,31 @@
|
||||
|
||||
= ภาษาซี (C Programming Language) <cprogramming>
|
||||
|
||||
#i ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเดนนิสริตชีและยังคงได้รับความนิยมและใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยการออกแบบภาษาซีทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงคุณลักษณะต่างๆของสถาปัตยกรรมซีพียูทั่วไปได้โดยตรง ซึ่งปรับแต่งให้เหมาะกับชุดคำสั่ง เป้าหมาย ภาษาซี ถูกนำมาใช้และยังคงนำมาใช้ในการพัฒนาระบบปฏิบัติการไดรเวอร์อุปกรณ์และสแต็กโปรโตคอลแต่การใช้งานในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นกำลังลดลงภาษาซีถูกนำมาใช้ในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดไปจนถึงไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กที่สุดและระบบฝังตัว
|
||||
#i ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970
|
||||
โดยเดนนิสริตชีและยังคงได้รับความนิยมและใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยการออกแบบภาษาซีทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงคุณลักษณะต่างๆของสถาปัตยกรรมซีพียูทั่วไปได้โดยตรง
|
||||
ซึ่งปรับแต่งให้เหมาะกับชุดคำสั่ง เป้าหมาย ภาษาซี
|
||||
ถูกนำมาใช้และยังคงนำมาใช้ในการพัฒนาระบบปฏิบัติการไดรเวอร์อุปกรณ์และสแต็กโปรโตคอลแต่การใช้งานในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นกำลังลดลงภาษาซีถูกนำมาใช้ในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดไปจนถึงไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กที่สุดและระบบฝังตัว
|
||||
|
||||
#i
|
||||
ภาษาซีเป็นภาษาเชิงกระบวนการที่จำเป็นรองรับการเขียนโปรแกรมแบบมีโครงสร้างขอบเขตตัวแปรเชิงศัพท์และการเรียกซ้ำด้วยระบบชนิดข้อมูลแบบคงที่ภาษาซีถูกออกแบบมาเพื่อการคอมไพล์เพื่อให้สามารถเข้าถึงหน่วยความจำ และโครงสร้างภาษา ในระดับต่ำซึ่งแมปกับคำสั่งเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้รองรับรันไทม์ขั้นต่ำ แม้จะมีความสามารถในระดับต่ำ แต่ภาษาซีก็ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเขียนโปรแกรมข้ามแพลตฟอร์ม โปรแกรมซี ที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่เขียนขึ้นโดยคำนึงถึงความสามารถในการพกพาสามารถคอมไพล์สำหรับแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงซอร์สโคดเพียงเล็กน้อย
|
||||
ภาษาซีเป็นภาษาเชิงกระบวนการที่จำเป็นรองรับการเขียนโปรแกรมแบบมีโครงสร้างขอบเขตตัวแปรเชิงศัพท์และการเรียกซ้ำด้วยระบบชนิดข้อมูลแบบคงที่ภาษาซีถูกออกแบบมาเพื่อการคอมไพล์เพื่อให้สามารถเข้าถึงหน่วยความจำ
|
||||
และโครงสร้างภาษา ในระดับต่ำซึ่งแมปกับคำสั่งเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้รองรับรันไทม์ขั้นต่ำ
|
||||
แม้จะมีความสามารถในระดับต่ำ แต่ภาษาซีก็ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเขียนโปรแกรมข้ามแพลตฟอร์ม
|
||||
โปรแกรมซี
|
||||
ที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่เขียนขึ้นโดยคำนึงถึงความสามารถในการพกพาสามารถคอมไพล์สำหรับแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย
|
||||
โดยมีการเปลี่ยนแปลงซอร์สโคดเพียงเล็กน้อย
|
||||
|
||||
#i แม้ว่าทั้งภาษาซีและไลบรารีมาตรฐานของภาษา ซีจะไม่ได้มีคุณสมบัติยอดนิยมบางอย่างที่พบในภาษาอื่น แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับคุณสมบัติเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่นการวางแนววัตถุและการเก็บขยะนั้นจัดทำโดยไลบรารีภายนอก GLib Object System และ Boehm garbage collector ตามลำดับ
|
||||
#i แม้ว่าทั้งภาษาซีและไลบรารีมาตรฐานของภาษา ซีจะไม่ได้มีคุณสมบัติยอดนิยมบางอย่างที่พบในภาษาอื่น
|
||||
แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับคุณสมบัติเหล่านั้นได้
|
||||
ตัวอย่างเช่นการวางแนววัตถุและการเก็บขยะนั้นจัดทำโดยไลบรารีภายนอก GLib Object System และ
|
||||
Boehm garbage collector ตามลำดับ
|
||||
|
||||
#i ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาภาษาซี ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในอันดับสี่ภาษาสูงสุดในดัชนี TIOBE ซึ่งเป็นการวัดความนิยมของภาษาการเขียนโปรแกรม
|
||||
#i ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาภาษาซี ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในอันดับสี่ภาษาสูงสุดในดัชนี TIOBE
|
||||
ซึ่งเป็นการวัดความนิยมของภาษาการเขียนโปรแกรม
|
||||
|
||||
== ตัวอย่าง "hello, world"
|
||||
|
||||
#i โดยการเรียนภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ ๆ ต้องเริ่มด้วยการเขียนโปรแกรมในภาษานั้น ๆ โดยโปรแกรมแรกที่จะเขียนนั้นเหมือน ๆ กันในทุกภาษา คือการพิมพ์ "hello, world"
|
||||
#i โดยการเรียนภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ ๆ ต้องเริ่มด้วยการเขียนโปรแกรมในภาษานั้น ๆ
|
||||
โดยโปรแกรมแรกที่จะเขียนนั้นเหมือน ๆ กันในทุกภาษา คือการพิมพ์ "hello, world"
|
||||
|
||||
```c
|
||||
#include <stdio.h>
|
||||
@@ -25,41 +38,64 @@ int main()
|
||||
}
|
||||
```
|
||||
|
||||
#i คุณสามารถบันทึกไฟล์นี้เป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายไฟล์ `.c` เช่น `hello.c` ได้เลย แต่การจะรันโปรแกรมนี้นั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของคุณ ตัวอย่างเช่นบนระบบที่มีชุดคอมไพเลอร์ GCC (หรือ MinGW สำหรับเวอร์ชันบน Windows) ติดตั้งอยู่สามารถใช้คำสั่ง
|
||||
#i คุณสามารถบันทึกไฟล์นี้เป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายไฟล์ `.c` เช่น `hello.c` ได้เลย
|
||||
แต่การจะรันโปรแกรมนี้นั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของคุณ ตัวอย่างเช่นบนระบบที่มีชุดคอมไพเลอร์ GCC (หรือ
|
||||
MinGW สำหรับเวอร์ชันบน Windows) ติดตั้งอยู่สามารถใช้คำสั่ง
|
||||
|
||||
```bash
|
||||
cc hello.c
|
||||
```
|
||||
|
||||
เพื่อคอมไพล์ไฟล์ได้ หากคุณไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไป เช่นการพิมพ์ตกหรือการสะกดผิด การคอมไพล์จะดำเนินการไปอย่างเงียบ ๆ และสร้างไฟล์ไบนารีชื่อ `a.out` ออกมา คุณสามารถรันไฟล์นั้นบนเทอร์มินัลของคุณได้โดยการพิมพ์ `./a.out` แล้วจึงจะได้ข้อความดังต่อไปนี้ออกมา
|
||||
เพื่อคอมไพล์ไฟล์ได้ หากคุณไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไป เช่นการพิมพ์ตกหรือการสะกดผิด
|
||||
การคอมไพล์จะดำเนินการไปอย่างเงียบ ๆ และสร้างไฟล์ไบนารีชื่อ `a.out` ออกมา
|
||||
คุณสามารถรันไฟล์นั้นบนเทอร์มินัลของคุณได้โดยการพิมพ์ `./a.out` แล้วจึงจะได้ข้อความดังต่อไปนี้ออกมา
|
||||
|
||||
```
|
||||
hello, world
|
||||
```
|
||||
|
||||
#i โดยโปรแกรมภาษา C นั้น ไม่ว่าจะขนาดใด จะประกอบไปด้วยฟังก์ชันและตัวแปร โดยฟังก์ชันจะประกอบไปด้วยสเตตเมนต์ (statements) ที่ระบุสิ่งที่โปรแกรมจะต้องกระทำ และตัวแปรนั้นกำหนดค่าที่จะถูกใช้งานในการกระทำเหล่านั้น โดยในตัวอย่างมีฟังก์ชันชื่อ `main` ซึ่งปกติแล้วคุณมีอิสระในการตั้งชื่อฟังก์ชันว่าอะไรก็ได้ แต่ฟังก์ชัน `main` นั้นพิเศษ เพราะโปรแกรมของคุณนั้นมีจุดเริ่มต้นที่ `main` ดังนั้น โปรแกรมทุกโปรแกรมต้องมี `main` อยู่สักที่
|
||||
#i โดยโปรแกรมภาษา C นั้น ไม่ว่าจะขนาดใด จะประกอบไปด้วยฟังก์ชันและตัวแปร
|
||||
โดยฟังก์ชันจะประกอบไปด้วยสเตตเมนต์ (statements) ที่ระบุสิ่งที่โปรแกรมจะต้องกระทำ
|
||||
และตัวแปรนั้นกำหนดค่าที่จะถูกใช้งานในการกระทำเหล่านั้น โดยในตัวอย่างมีฟังก์ชันชื่อ `main`
|
||||
ซึ่งปกติแล้วคุณมีอิสระในการตั้งชื่อฟังก์ชันว่าอะไรก็ได้ แต่ฟังก์ชัน `main` นั้นพิเศษ
|
||||
เพราะโปรแกรมของคุณนั้นมีจุดเริ่มต้นที่ `main` ดังนั้น โปรแกรมทุกโปรแกรมต้องมี `main` อยู่สักที่
|
||||
|
||||
#i โดยปกติแล้วฟังก์ชัน `main` นั้นจะเรียกใช้ฟังก์ชันอื่น ๆ เพื่อทำงานให้มัน โดยอาจเป็นฟังก์ชันที่คุณเขียน หรือฟังก์ชันที่มาจากไลบรารีที่คุณใช้งาน ในบรรทัดแรกของโปรแกรมตัวอย่าง
|
||||
#i โดยปกติแล้วฟังก์ชัน `main` นั้นจะเรียกใช้ฟังก์ชันอื่น ๆ เพื่อทำงานให้มัน โดยอาจเป็นฟังก์ชันที่คุณเขียน
|
||||
หรือฟังก์ชันที่มาจากไลบรารีที่คุณใช้งาน ในบรรทัดแรกของโปรแกรมตัวอย่าง
|
||||
|
||||
```c
|
||||
#include <stdio.h>
|
||||
```
|
||||
|
||||
มีหน้าที่ในการนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับไลบรารีอินพุต/เอาต์พุตมาตรฐาน โดยบรรทัดนี้นั้นอยู่ในไฟล์ ภาษา C หลายไฟล์ เนื่องจากการแสดงผลข้อมูลนั้นเป็นการกระทำที่ถูกกระทำบ่อย
|
||||
มีหน้าที่ในการนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับไลบรารีอินพุต/เอาต์พุตมาตรฐาน โดยบรรทัดนี้นั้นอยู่ในไฟล์ ภาษา C
|
||||
หลายไฟล์ เนื่องจากการแสดงผลข้อมูลนั้นเป็นการกระทำที่ถูกกระทำบ่อย
|
||||
|
||||
#i หนึ่งในวิธีการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างฟังก์ชันคือการมอบรายการของข้อมูลที่ต้องการมอบให้แก่ฟังก์ชัน โดยค่าที่มอบให้ฟังก์ชันเหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า อาร์กิวเมนต์ (arguments) ซึ่งวงเล็บที่ตามหลังชื่อฟังก์ชันนั้นคือวงเล็บที่จะครอบรายการอาร์กิวเมนต์ โดยในตัวอย่างฟังก์ชัน `main` นั้นไม่หวังค่าอาร์กิวเมนต์ใด ๆ สังเกตได้จาก `()` ที่เป็นรายการที่ว่างปล่าว
|
||||
#i หนึ่งในวิธีการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างฟังก์ชันคือการมอบรายการของข้อมูลที่ต้องการมอบให้แก่ฟังก์ชัน
|
||||
โดยค่าที่มอบให้ฟังก์ชันเหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า อาร์กิวเมนต์ (arguments)
|
||||
ซึ่งวงเล็บที่ตามหลังชื่อฟังก์ชันนั้นคือวงเล็บที่จะครอบรายการอาร์กิวเมนต์ โดยในตัวอย่างฟังก์ชัน `main`
|
||||
นั้นไม่หวังค่าอาร์กิวเมนต์ใด ๆ สังเกตได้จาก `()` ที่เป็นรายการที่ว่างปล่าว
|
||||
|
||||
#i สเตตเมนต์ที่อยู่ภายในฟังก์ชันนั้นจะถูกครอบด้วยวงเล็บปีกกา `{}` ซึ่งในฟังก์ชัน `main` มีแค่ 1 สเตตเมนต์ คือ
|
||||
#i สเตตเมนต์ที่อยู่ภายในฟังก์ชันนั้นจะถูกครอบด้วยวงเล็บปีกกา `{}` ซึ่งในฟังก์ชัน `main` มีแค่ 1
|
||||
สเตตเมนต์ คือ
|
||||
|
||||
```c
|
||||
printf("hello, world\n");
|
||||
```
|
||||
|
||||
#i โดยฟังก์ชันนั้นจะถูกเรียกใช้ได้โดยการเรียกชื่อมัน ตามด้วยรายการอาร์กิวเมนต์ที่ถูกครอบด้วยวงเล็บ ดังนั้น สเตตเมนต์นี้จึงมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน `printf` ด้วยอาร์กิวเมนต์ `"hello, world\n"` โดยที่ `printf` เป็นฟังก์ชันจากไลบรารีที่ทำการพรินต์ข้อมูล (ซึ่งการพรินต์ในที่นี้คือการแสดงผลข้อความบนหน้าจอในเทอร์มินัล) และข้อมูลที่มันแสดงนั้นก็คือรายการอักขระที่ถูกครอบอยู่ด้วยเครื่องหมายอัญประกาศนั่นเอง
|
||||
#i โดยฟังก์ชันนั้นจะถูกเรียกใช้ได้โดยการเรียกชื่อมัน ตามด้วยรายการอาร์กิวเมนต์ที่ถูกครอบด้วยวงเล็บ
|
||||
ดังนั้น สเตตเมนต์นี้จึงมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน `printf` ด้วยอาร์กิวเมนต์ `"hello, world\n"` โดยที่
|
||||
`printf` เป็นฟังก์ชันจากไลบรารีที่ทำการพรินต์ข้อมูล
|
||||
(ซึ่งการพรินต์ในที่นี้คือการแสดงผลข้อความบนหน้าจอในเทอร์มินัล)
|
||||
และข้อมูลที่มันแสดงนั้นก็คือรายการอักขระที่ถูกครอบอยู่ด้วยเครื่องหมายอัญประกาศนั่นเอง
|
||||
|
||||
#i รายการอักขระที่ถูกครอบด้วยเครื่องหมายอัญประกาศ เช่น `"hello, world\n"` นั้นมีชื่อเรียกว่า character string หรือ string constant และในตัวอย่างนี้นั้น เราจะมีการใช้รายการอักขระนี้เป็นเพียงแค่อาร์กิวเมนต์ของ `printf` และฟังก์ชันอื่น ๆ
|
||||
#i รายการอักขระที่ถูกครอบด้วยเครื่องหมายอัญประกาศ เช่น `"hello, world\n"` นั้นมีชื่อเรียกว่า
|
||||
character string หรือ string constant และในตัวอย่างนี้นั้น
|
||||
เราจะมีการใช้รายการอักขระนี้เป็นเพียงแค่อาร์กิวเมนต์ของ `printf` และฟังก์ชันอื่น ๆ
|
||||
|
||||
#i ลำดับตัวอักษร `\n` ในสตริงคือสัญกรณ์ภาษา C สำหรับ#emph[ตัวอักษรบรรทัดใหม่] ซึ่งเมื่อถูกพรินต์แล้วจะให้เอาต์พุตไปอยู่ทางด้านซ้ายของบรรทัดใหม่ โดยหากไม่ใส่ `\n` (ซึ่งคุณสามารถทดลองได้เลย) คุณจะพบว่าไม่มีการขึ้นบรรทัดใหม่ของข้อความ และคุณต้องใช้ `\n` ในการขึ้นบรรทัดใหม่ และหากคุณลองทำแบบนี้:
|
||||
#i ลำดับตัวอักษร `\n` ในสตริงคือสัญกรณ์ภาษา C สำหรับ#emph[ตัวอักษรบรรทัดใหม่]
|
||||
ซึ่งเมื่อถูกพรินต์แล้วจะให้เอาต์พุตไปอยู่ทางด้านซ้ายของบรรทัดใหม่ โดยหากไม่ใส่ `\n`
|
||||
(ซึ่งคุณสามารถทดลองได้เลย) คุณจะพบว่าไม่มีการขึ้นบรรทัดใหม่ของข้อความ และคุณต้องใช้ `\n`
|
||||
ในการขึ้นบรรทัดใหม่ และหากคุณลองทำแบบนี้:
|
||||
|
||||
```c
|
||||
printf("Hello, world
|
||||
@@ -68,7 +104,8 @@ printf("Hello, world
|
||||
|
||||
คอมไพเลอร์ภาษา C นั้นจะแสดงข้อความแสดงข้อผิดพลาดขึ้นมา
|
||||
|
||||
#i `printf` นั้นจะไม่มีทางใส่ตัวอักษรขึ้นบรรทัดใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถเรียกใช้ฟังก์ชันหลาย ๆ ครั้งเพื่อค่อย ๆ สร้างเอาต์พุตออกมาได้ โดยที่โปรแกรมแรกของเราจะสามารถเขียนแบบนี้ได้
|
||||
#i `printf` นั้นจะไม่มีทางใส่ตัวอักษรขึ้นบรรทัดใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถเรียกใช้ฟังก์ชันหลาย
|
||||
ๆ ครั้งเพื่อค่อย ๆ สร้างเอาต์พุตออกมาได้ โดยที่โปรแกรมแรกของเราจะสามารถเขียนแบบนี้ได้
|
||||
|
||||
```c
|
||||
#include <stdio.h>
|
||||
@@ -83,11 +120,17 @@ int main()
|
||||
|
||||
แล้วข้อความที่แสดงออกมาจะยังคงเดิม
|
||||
|
||||
#i คุณสามารถสังเกตได้ว่า `\n` นั้นจะแทนตัวอักษรตัวเดียว โดยสัญกรณ์ _escape sequence_ เช่น `\n` คือรูปแบบในการเขียนตัวอักษรที่อาจพิมพ์ได้ยากหรือตัวอักษรล่องหน โดยสัญกรณ์อื่น ๆ ในประเภทเดียวกันมีตัวอย่างเช่น `\t` สำหรับตัวอักษรแท็บ, `\b` สำหรับ backspace, `\"` สำหรับการพิมพ์สัญลักษณ์อัญประกาศ (ไม่เช่นนั้นตัวอักษรอัญประกาศจะถูกถือว่าเป็นตัวอักษรในการเริ่มต้น/สิ้นสุดของสตริง), และ `\\` สำหรับการพิมพ์ตัวอักษร backslash เอง
|
||||
#i คุณสามารถสังเกตได้ว่า `\n` นั้นจะแทนตัวอักษรตัวเดียว โดยสัญกรณ์ _escape sequence_ เช่น
|
||||
`\n` คือรูปแบบในการเขียนตัวอักษรที่อาจพิมพ์ได้ยากหรือตัวอักษรล่องหน โดยสัญกรณ์อื่น ๆ
|
||||
ในประเภทเดียวกันมีตัวอย่างเช่น `\t` สำหรับตัวอักษรแท็บ, `\b` สำหรับ backspace, `\"`
|
||||
สำหรับการพิมพ์สัญลักษณ์อัญประกาศ
|
||||
(ไม่เช่นนั้นตัวอักษรอัญประกาศจะถูกถือว่าเป็นตัวอักษรในการเริ่มต้น/สิ้นสุดของสตริง), และ `\\`
|
||||
สำหรับการพิมพ์ตัวอักษร backslash เอง
|
||||
|
||||
== ตัวแปร (Variables)
|
||||
|
||||
#i ตัวแปรในภาษา C เบื้องต้นแล้วประกอบไปด้วยประเภทของข้อมูล และชื่อตัวแปร โดยที่ชื่อตัวแปรนั้นสามารถเป็นรายการที่ถูกแบ่งด้วยเครื่องหมายจุลภาคได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคือ
|
||||
#i ตัวแปรในภาษา C เบื้องต้นแล้วประกอบไปด้วยประเภทของข้อมูล และชื่อตัวแปร
|
||||
โดยที่ชื่อตัวแปรนั้นสามารถเป็นรายการที่ถูกแบ่งด้วยเครื่องหมายจุลภาคได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคือ
|
||||
|
||||
```c
|
||||
int data;
|
||||
@@ -96,14 +139,20 @@ float a, b, c;
|
||||
|
||||
== ประเภทข้อมูล (Data Types)
|
||||
|
||||
#i ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขมักมีประเภท *unsigned* และ *signed* โดยความแตกต่างหากอธิบายสั้น ๆ คือ
|
||||
#i ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขมักมีประเภท *unsigned* และ *signed* โดยความแตกต่างหากอธิบายสั้น
|
||||
ๆ คือ
|
||||
|
||||
- *Signed (มีเครื่องหมาย):* ตัวเลขที่สามารถติดลบได้ ระยะข้อมูลตัวอย่างคือ -128 ถึง 127
|
||||
- *Unsigned (ไม่มีเครื่องหมาย):* ตัวเลขที่ไม่สามารถติดลบได้ ระยะข้อมูลตัวอย่างคือ 0 ถึง 255
|
||||
|
||||
#i จะสังเกตได้ว่า ข้อมูลประเภท unsigned นั้นสามารถเก็บตัวเลขบวกได้จำนวนมากกว่า คือสูงสุดที่ 255 แต่หากนำค่าสัมบูรณ์ (absolute value) ของระยะข้อมูลแบบ signed มาบวกกัน เช่น\ #math.equation($|-128| + |127|$, alt: "ค่าสัมบูรณ์ของ -128 บวกค่าสัมบูรณ์ของ 127") จะพบว่าได้ค่า 255 หมายความว่า จริง ๆ แล้วข้อมูลประเภท signed สามารถเก็บข้อมูลได้ 255 ตัวเลขเช่นกัน เพียงแต่ว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่สามารถเก็บได้เป็นตัวเลขติดลบ
|
||||
#i จะสังเกตได้ว่า ข้อมูลประเภท unsigned นั้นสามารถเก็บตัวเลขบวกได้จำนวนมากกว่า คือสูงสุดที่ 255
|
||||
แต่หากนำค่าสัมบูรณ์ (absolute value) ของระยะข้อมูลแบบ signed มาบวกกัน เช่น\
|
||||
#math.equation($|-128| + |127|$, alt: "ค่าสัมบูรณ์ของ -128 บวกค่าสัมบูรณ์ของ 127")
|
||||
จะพบว่าได้ค่า 255 หมายความว่า จริง ๆ แล้วข้อมูลประเภท signed สามารถเก็บข้อมูลได้ 255
|
||||
ตัวเลขเช่นกัน เพียงแต่ว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่สามารถเก็บได้เป็นตัวเลขติดลบ
|
||||
|
||||
*หมายเหตุ:* เลขคณิตจำนวนเต็มมีนิยามแตกต่างกันสำหรับชนิดจำนวนเต็มแบบ signed และ unsigned โปรดดูตัวดำเนินการเลขคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอเวอร์โฟลว์จำนวนเต็ม
|
||||
*หมายเหตุ:* เลขคณิตจำนวนเต็มมีนิยามแตกต่างกันสำหรับชนิดจำนวนเต็มแบบ signed และ unsigned
|
||||
โปรดดูตัวดำเนินการเลขคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอเวอร์โฟลว์จำนวนเต็ม
|
||||
|
||||
=== ประเภทบูลีน (Boolean)
|
||||
|
||||
@@ -119,8 +168,10 @@ float a, b, c;
|
||||
- `short int` (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ `short` และสามารถใช้คีย์เวิร์ด `signed` ได้)
|
||||
- `unsigned short int` (หรือ `unsigned short`)
|
||||
- `int` (หรือ `signed int`) \
|
||||
คือประเภทข้อมูลตัวเลขที่ปกติที่สุด และจะถูกการันตีว่าจะมีขนาดขั้นต่ำ 16 บิตเสมอ โดยระบบทั่วไปส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็น 32 บิต
|
||||
- `unsigned int` (หรือเพียงแค่ `unsigned`): คือประเภท `int` ในแบบ `unsigned`, มี modulo arithmetic, และเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบิต
|
||||
คือประเภทข้อมูลตัวเลขที่ปกติที่สุด และจะถูกการันตีว่าจะมีขนาดขั้นต่ำ 16 บิตเสมอ
|
||||
โดยระบบทั่วไปส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็น 32 บิต
|
||||
- `unsigned int` (หรือเพียงแค่ `unsigned`): คือประเภท `int` ในแบบ `unsigned`, มี
|
||||
modulo arithmetic, และเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบิต
|
||||
- `long int` (หรือ `long`)
|
||||
- `unsigned long int` (หรือ `unsigned long`)
|
||||
|
||||
@@ -130,10 +181,14 @@ float a, b, c;
|
||||
- `long long int` (หรือ `long long`)
|
||||
- `unsigned long long int` (หรือ `unsigned long long`)
|
||||
- มีเพิ่มตั้งแต่ C23:
|
||||
- `_BitInt(n)` (หรือ `signed _BitInt(n)`): ประเภทข้อมูล signed แบบมีขนาดชัดเจน โดย n แทนด้วยจำนวนบิต (รวมถึงบิตเครื่องหมาย และ n จะต้องไม่มากกว่า `BITINT_MAXWIDTH` จากไฟล์ `<limits.h>`)
|
||||
- `unsigned _BitInt(n)`: เหมือนข้างต้น เพียงแค่เป็นประเภท unsigned (และไม่มีบิตเครื่องหมาย)
|
||||
- `_BitInt(n)` (หรือ `signed _BitInt(n)`): ประเภทข้อมูล signed แบบมีขนาดชัดเจน โดย
|
||||
n แทนด้วยจำนวนบิต (รวมถึงบิตเครื่องหมาย และ n จะต้องไม่มากกว่า `BITINT_MAXWIDTH`
|
||||
จากไฟล์ `<limits.h>`)
|
||||
- `unsigned _BitInt(n)`: เหมือนข้างต้น เพียงแค่เป็นประเภท unsigned
|
||||
(และไม่มีบิตเครื่องหมาย)
|
||||
|
||||
และเหมือนประเภทข้อมูลอื่น ๆ คุณสามารถเรียงคีย์เวิร์ดแบบใดก็ได้ เช่น `unsigned long long int` และ `long int unsigned long` นั้นเหมือนกัน
|
||||
และเหมือนประเภทข้อมูลอื่น ๆ คุณสามารถเรียงคีย์เวิร์ดแบบใดก็ได้ เช่น `unsigned long long int`
|
||||
และ `long int unsigned long` นั้นเหมือนกัน
|
||||
|
||||
ตารางต่อไปนี้สรุปประเภทตัวเลขทั้งหมดและคุณสมบัติของมัน
|
||||
|
||||
@@ -247,13 +302,21 @@ float a, b, c;
|
||||
|
||||
และนอกจากค่าบิตขั้นต่ำ มาตรฐาน C นั้นการันตีว่า:
|
||||
|
||||
#i ```c 1``` == ```c sizeof(char)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(short)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(int)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long long)```
|
||||
#i ```c 1``` == ```c sizeof(char)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(short)``` #sym.lt.eq
|
||||
```c sizeof(int)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long)``` #sym.lt.eq
|
||||
```c sizeof(long long)```
|
||||
|
||||
*หมายเหตุ:* เงื่อนไขนี้อนุญาตกรณีสุดขีดที่ทุกประเภทมีขนาด 64 บิตและ `sizeof` คืนค่า `1` สำหรับทุกประเภท
|
||||
*หมายเหตุ:* เงื่อนไขนี้อนุญาตกรณีสุดขีดที่ทุกประเภทมีขนาด 64 บิตและ `sizeof` คืนค่า `1`
|
||||
สำหรับทุกประเภท
|
||||
|
||||
==== รูปแบบข้อมูล (data model)
|
||||
|
||||
#i รูปแบบข้อมูล หรือ data model คือรูปแบบการเก็บข้อมูลของโปรแกรมซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดขนาดของตัวแปร โดยรูปแบบข้อมูลนั้นจะถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มเป้าหมาย ซึ่งมีหน่วยประมวลผลและระบบปฏิบัติการเป็นปัจจัยหลัก โดยตามตารางในหัวข้อก่อนหน้า หลัก ๆ แล้วมีรูปแบบข้อมูลอยู่ 4 รูปแบบ คือ LP32, ILP32, LLP64, และ LP64 ซึ่งหากต้องการหาความหาย L หมายถึง Long, P หมายถึง Pointer, และ I หมายถึง Integer (จำนวนเต็ม) แล้วตามด้วยเลขบิต ดังนั้น สรุปแล้วจึงจะมีความหมายดังนี้
|
||||
#i รูปแบบข้อมูล หรือ data model คือรูปแบบการเก็บข้อมูลของโปรแกรมซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดขนาดของตัวแปร
|
||||
โดยรูปแบบข้อมูลนั้นจะถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มเป้าหมาย
|
||||
ซึ่งมีหน่วยประมวลผลและระบบปฏิบัติการเป็นปัจจัยหลัก โดยตามตารางในหัวข้อก่อนหน้า หลัก ๆ
|
||||
แล้วมีรูปแบบข้อมูลอยู่ 4 รูปแบบ คือ LP32, ILP32, LLP64, และ LP64 ซึ่งหากต้องการหาความหาย L
|
||||
หมายถึง Long, P หมายถึง Pointer, และ I หมายถึง Integer (จำนวนเต็ม) แล้วตามด้วยเลขบิต
|
||||
ดังนั้น สรุปแล้วจึงจะมีความหมายดังนี้
|
||||
|
||||
ระบบ 32 บิต:
|
||||
- LP32 หรือ 2/4/4: `long` และ Pointer มีขนาด 32 บิต
|
||||
@@ -268,7 +331,8 @@ float a, b, c;
|
||||
- LP64 หรือ 4/8/8: `long` และ Pointer มีขนาด 64 บิต
|
||||
- ระบบ Unix และเสมือน Unix (Linux, Mac OS X)
|
||||
|
||||
#i รูปแบบอื่น ๆ นั้นหาได้ยาก ตัวอย่างเช่น ILP64 (8/8/8: `int`, `long`, และ Pointer ขนาด 64 บิต) ที่มีการใช้งานแค่ในระบบ Unix 64 บิตช่วงเริ่มต้น (เช่น Unicos บน Cray)
|
||||
#i รูปแบบอื่น ๆ นั้นหาได้ยาก ตัวอย่างเช่น ILP64 (8/8/8: `int`, `long`, และ Pointer ขนาด
|
||||
64 บิต) ที่มีการใช้งานแค่ในระบบ Unix 64 บิตช่วงเริ่มต้น (เช่น Unicos บน Cray)
|
||||
|
||||
และโปรดจำไว้ว่า ตัวเลขที่มีขนาดแน่นอนนั้นมีให้ใช้งานใน `<stdint.h>` ตั้งแต่ C99
|
||||
|
||||
@@ -277,12 +341,20 @@ float a, b, c;
|
||||
ภาษา C นั้นมีประเภทข้อมูลสำหรับแทนตัวเลขทศนิยมจริง 3 (หรือ 6 ตั้งแต่ C23) ประเภท
|
||||
|
||||
- `float`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเดี่ยว ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary32 หากรองรับ
|
||||
- `double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำสองเท่า ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64 หากรองรับ
|
||||
- `long double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเพิ่มเติม ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary128 หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับ IEEE-754 binary64-extended หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับรูปแบบจำนวนทศนิยมที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน IEEE-754 รูปแบบใดก็ได้ตราบใดที่มีความแม่นยำกว่า binary64 และระยะข้อมูลนั้นอย่างน้อยก็ต้องดีเท่า binary64 และหากไม่รองรับทั้งหมดนั้น จะตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
|
||||
- `double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำสองเท่า ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
|
||||
หากรองรับ
|
||||
- `long double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเพิ่มเติม ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary128
|
||||
หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับ IEEE-754 binary64-extended หากรองรับ
|
||||
มิฉะนั้นจะตรงกับรูปแบบจำนวนทศนิยมที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน IEEE-754
|
||||
รูปแบบใดก็ได้ตราบใดที่มีความแม่นยำกว่า binary64 และระยะข้อมูลนั้นอย่างน้อยก็ต้องดีเท่า binary64
|
||||
และหากไม่รองรับทั้งหมดนั้น จะตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
|
||||
- รูปแบบ binary128 นั้นถูกใช้โดยระบบ HP-UX, SPARC, MIPS, ARM64, และ z/OS บางระบบ
|
||||
- รูปแบบ IEEE-754 binary64-extended ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดคือรูปแบบความแม่นยำเพิ่มเติม 80 บิต x87 ซึ่งถูกใช้โดยสถาปัตยกรรม x86 และ x86-64 บางระบบ (การยกเว้นที่ควรพูดถึงคือ MSVC ที่กำหนดให้ `long double` อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับ `double`, เช่น binary64)
|
||||
- รูปแบบ IEEE-754 binary64-extended ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดคือรูปแบบความแม่นยำเพิ่มเติม
|
||||
80 บิต x87 ซึ่งถูกใช้โดยสถาปัตยกรรม x86 และ x86-64 บางระบบ (การยกเว้นที่ควรพูดถึงคือ
|
||||
MSVC ที่กำหนดให้ `long double` อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับ `double`, เช่น binary64)
|
||||
|
||||
เมื่อใช้มาตรฐาน C ตั้งแต่ C23 เป็นต้นไปและหากแพลตฟอร์มของคุณใช้งานคอนแสตนต์มาโคร `__STDC_IEC_60559_DFP__` ข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยมดังต่อไปนี้จะถูกรองรับด้วย:
|
||||
เมื่อใช้มาตรฐาน C ตั้งแต่ C23 เป็นต้นไปและหากแพลตฟอร์มของคุณใช้งานคอนแสตนต์มาโคร
|
||||
`__STDC_IEC_60559_DFP__` ข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยมดังต่อไปนี้จะถูกรองรับด้วย:
|
||||
|
||||
- `_Decimal32`: แทนรูปแบบมาตรฐาน IEEE-754 decimal32
|
||||
- `_Decimal64`: แทนรูปแบบมาตรฐาน IEEE-754 decimal64
|
||||
@@ -293,62 +365,93 @@ float a, b, c;
|
||||
ข้อมูลประเภททศนิยมอาจรองรับค่าพิเศษเพิ่มเติมได้แก่
|
||||
|
||||
- อนันต์ (Infinity, ทั้งบวกและลบ)
|
||||
- ศูนย์ติดลบ, `-0.0` โดยมีค่าเท่ากับศูยน์ที่ติดบวก แต่อาจมีความหมายในบางสมการ เช่น `1.0 / 0.0 == INFINITY` แต่ `1.0 / -0.0 == -INFINITY`
|
||||
- ศูนย์ติดลบ, `-0.0` โดยมีค่าเท่ากับศูยน์ที่ติดบวก แต่อาจมีความหมายในบางสมการ เช่น
|
||||
`1.0 / 0.0 == INFINITY` แต่ `1.0 / -0.0 == -INFINITY`
|
||||
- ไม่ใช่ตัวเลข (not-a-number; NaN) ซึ่งไม่เท่ากับอะไรเลย (รวมถึงตัวมันเอง)
|
||||
|
||||
ทศนิยมจำนวนจริงสามารถถูกใช้กับตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้ *+ - / \** และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์จาก `<math.h>` โดยทั้งตัวดำเนินการและฟังก์ชันจากไลบรารีนั้นสามารถก่อให้เกิดการแสดงข้อผิดพลาดของจำนวนทศนิยมได้และจะตั้งค่า `errno`
|
||||
ทศนิยมจำนวนจริงสามารถถูกใช้กับตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้ *+ - / \**
|
||||
และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์จาก `<math.h>`
|
||||
โดยทั้งตัวดำเนินการและฟังก์ชันจากไลบรารีนั้นสามารถก่อให้เกิดการแสดงข้อผิดพลาดของจำนวนทศนิยมได้และจะตั้งค่า
|
||||
`errno`
|
||||
|
||||
=== ประเภทจำนวนทศนิยมซับซ้อน (Complex floating types)
|
||||
|
||||
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมซับซ้อนนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) นั้นคือ ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นผลรวมของจำนวนจริงและจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation($a + b i$, alt: "a บวก b i")
|
||||
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมซับซ้อนนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) นั้นคือ
|
||||
ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นผลรวมของจำนวนจริงและจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ:
|
||||
#math.equation($a + b i$, alt: "a บวก b i")
|
||||
|
||||
ประเภทจำนวนเชิงซ้อนมีอยู่สามประเภท ได้แก่
|
||||
|
||||
- ```c float _Complex``` (และสามารถใช้ ```c float complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c long double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c long double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c float _Complex``` (และสามารถใช้ ```c float complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
|
||||
`<complex.h>`)
|
||||
- ```c double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
|
||||
`<complex.h>`)
|
||||
- ```c long double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c long double complex```
|
||||
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
|
||||
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้ ```c long double complex```, ```c complex long double``` และแม้แต่ ```c double complex long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
|
||||
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้
|
||||
```c long double complex```, ```c complex long double``` และแม้แต่
|
||||
```c double complex long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
|
||||
|
||||
=== ประเภทจำนวนทศนิยมจินตภาพ (Imaginary floating types)
|
||||
|
||||
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมจินตภาพนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขจินตภาพ (imaginary number) นั้นคือ ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation($b i$, alt: "b i")
|
||||
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมจินตภาพนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขจินตภาพ (imaginary number) นั้นคือ
|
||||
ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation(
|
||||
$b i$,
|
||||
alt: "b i",
|
||||
)
|
||||
|
||||
ประเภทจำนวนเชิงซ้อนมีอยู่สามประเภท ได้แก่
|
||||
|
||||
- ```c float _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c float imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c double imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c long double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c long double imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c float _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c float imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
|
||||
`<complex.h>`)
|
||||
- ```c double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c double imaginary```
|
||||
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
- ```c long double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c long double imaginary```
|
||||
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
|
||||
|
||||
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้ ```c long double imaginary```, ```c imaginary long double``` และแม้แต่ ```c double imaginary long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
|
||||
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้
|
||||
```c long double imaginary```, ```c imaginary long double``` และแม้แต่
|
||||
```c double imaginary long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
|
||||
|
||||
=== ประเภทตัวอักษร (Character)
|
||||
|
||||
- `signed char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบ signed
|
||||
- `unsigned char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบ unsigned
|
||||
- `char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบไม่ระบุระยะข้อมูล ซึ่งสามารถเท่ากับ `signed char` หรือ `unsigned char` ก็ได้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและคอมไพเลอร์ แต่อย่างไรก็ตาม `char` นั้นไม่ใช่เพียงแค่มาโครที่ลิงก์ไปยังประเภทอื่น ๆ แต่ `char` คือประเภทของมันเอง
|
||||
- `char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบไม่ระบุระยะข้อมูล ซึ่งสามารถเท่ากับ `signed char` หรือ
|
||||
`unsigned char` ก็ได้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและคอมไพเลอร์ แต่อย่างไรก็ตาม `char`
|
||||
นั้นไม่ใช่เพียงแค่มาโครที่ลิงก์ไปยังประเภทอื่น ๆ แต่ `char` คือประเภทของมันเอง
|
||||
|
||||
=== คีย์เวิร์ด
|
||||
|
||||
- `bool`, `true`, `false`, `char`, `int`, `short`, `long`, `signed`, `unsigned`, `float`, `double`.
|
||||
- `_Bool`, `_BitInt`, `_Complex`, `_Imaginary`, `_Decimal32`, `_Decimal64`, `_Decimal128`.
|
||||
- `bool`, `true`, `false`, `char`, `int`, `short`, `long`, `signed`, `unsigned`,
|
||||
`float`, `double`.
|
||||
- `_Bool`, `_BitInt`, `_Complex`, `_Imaginary`, `_Decimal32`, `_Decimal64`,
|
||||
`_Decimal128`.
|
||||
|
||||
=== ระยะค่าที่เก็บได้
|
||||
|
||||
#i ตารางต่อไปนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตของประเภทข้อมูลต่าง ๆ
|
||||
|
||||
#i ก่อนมาตรฐาน C23 มาตรฐาน C อนุญาตการแทนตัวเลขแบบใดก็ได้ และระยะขั้นต่ำของตัวเลข N บิตคือ #math.equation($-(2^(N-1)-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") ถึง
|
||||
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-127* ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต) ซึ่งตรงกับขอบเขตของส่วนเติมเต็มหนึ่ง (one's complement) หรือการแทนจำนวนมีเครื่องหมาย (sign-and-magnitude)
|
||||
#i ก่อนมาตรฐาน C23 มาตรฐาน C อนุญาตการแทนตัวเลขแบบใดก็ได้ และระยะขั้นต่ำของตัวเลข N บิตคือ
|
||||
#math.equation($-(2^(N-1)-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") ถึง
|
||||
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-127*
|
||||
ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต) ซึ่งตรงกับขอบเขตของส่วนเติมเต็มหนึ่ง (one's complement)
|
||||
หรือการแทนจำนวนมีเครื่องหมาย (sign-and-magnitude)
|
||||
|
||||
#i อย่างไรก็ตาม รูปแบบข้อมูลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งหมด (รวมถึง ILP32, LP32, LP64, และ LLP64) และคอมไพเลอร์ C เกือบทั้งหมดใช้การแทนตัวเลขแบบส่วนเติมเต็มสอง (two's complement) (มีข้อยกเว้นที่ทราบแค่บางคอมไพเลอร์สำหรับระบบ UNISYS) และตั้งแต่มาตรฐาน C23 มันคือการแทนตัวเลขแบบเดียวที่ถูกอนุญาตให้ใช้โดยมาตรฐาน และมีขอบเขตที่แน่นอนระหว่าง
|
||||
#math.equation($-2^(N-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1") ถึง
|
||||
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-128* ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต)
|
||||
#i อย่างไรก็ตาม รูปแบบข้อมูลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งหมด (รวมถึง ILP32, LP32, LP64, และ
|
||||
LLP64) และคอมไพเลอร์ C เกือบทั้งหมดใช้การแทนตัวเลขแบบส่วนเติมเต็มสอง (two's complement)
|
||||
(มีข้อยกเว้นที่ทราบแค่บางคอมไพเลอร์สำหรับระบบ UNISYS) และตั้งแต่มาตรฐาน C23
|
||||
มันคือการแทนตัวเลขแบบเดียวที่ถูกอนุญาตให้ใช้โดยมาตรฐาน และมีขอบเขตที่แน่นอนระหว่าง
|
||||
#math.equation($-2^(N-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1") ถึง #math.equation(
|
||||
$+2^(N-1)-1$,
|
||||
alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1",
|
||||
) (เช่น *-128* ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต)
|
||||
|
||||
(มีการเพิ่มจุลภาคในทศนิยมเพื่อเพิ่มความสะดวกในการอ่าน)
|
||||
|
||||
#show table.cell.where(x: 0): strong
|
||||
#show math.equation.where(block: true): set block(spacing: 0.6em)
|
||||
#show math.equation: set text(font: "Noto Sans Math")
|
||||
#set list(indent: 0em)
|
||||
|
||||
#figure(
|
||||
@@ -416,11 +519,20 @@ float a, b, c;
|
||||
table.cell(
|
||||
[
|
||||
- min subnormal:
|
||||
#math.equation($± 1.401,298,4 · 10^(-45)$, alt: "บวกลบ 1.4012984 คูณ 10 ยกกำลัง -45")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 1.401,298,4 · 10^(-45)$,
|
||||
alt: "บวกลบ 1.4012984 คูณ 10 ยกกำลัง -45",
|
||||
)
|
||||
- min normal:
|
||||
#math.equation($± 1.175,494,3 · 10^(-38)$, alt: "บวกลบ 1.1754943 คูณ 10 ยกกำลัง -38")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 1.175,494,3 · 10^(-38)$,
|
||||
alt: "บวกลบ 1.1754943 คูณ 10 ยกกำลัง -38",
|
||||
)
|
||||
- max: \
|
||||
#math.equation($± 3.402,823,4 · 10^(38)$, alt: "บวกลบ 3.4028234 คูณ 10 ยกกำลัง 38")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 3.402,823,4 · 10^(38)$,
|
||||
alt: "บวกลบ 3.4028234 คูณ 10 ยกกำลัง 38",
|
||||
)
|
||||
],
|
||||
align: left,
|
||||
),
|
||||
@@ -467,8 +579,7 @@ float a, b, c;
|
||||
`±0x1p-1074`
|
||||
- min normal:\
|
||||
`±0x1p-1022`
|
||||
- max:
|
||||
`±0x1` \ `.fffffffffffffp+1023`
|
||||
- max: `±0x1` \ `.fffffffffffffp+1023`
|
||||
],
|
||||
align: left,
|
||||
),
|
||||
@@ -522,8 +633,7 @@ float a, b, c;
|
||||
`±0x1p-16445`
|
||||
- min normal:
|
||||
`±0x1p-16382`
|
||||
- max:
|
||||
`±0x1.ffffffff`\ `fffffffep+16383`
|
||||
- max: `±0x1.ffffffff`\ `fffffffep+16383`
|
||||
],
|
||||
align: left,
|
||||
),
|
||||
@@ -559,8 +669,7 @@ float a, b, c;
|
||||
`±0x1p-16494`
|
||||
- min normal:
|
||||
`±0x1p-16382`
|
||||
- max:
|
||||
`±0x1.ffffffffffffff`\ `ffffffffffffffp+16383`
|
||||
- max: `±0x1.ffffffffffffff`\ `ffffffffffffffp+16383`
|
||||
],
|
||||
align: left,
|
||||
),
|
||||
@@ -576,7 +685,10 @@ float a, b, c;
|
||||
- min normal:\
|
||||
#math.equation($± 1 · 10^(-95)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 95")
|
||||
- max:\
|
||||
#math.equation($± 9.999'999 · 10^96$, alt: "บวกลบ 9.999999 คูณ 10 ยกกำลัง 96")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 9.999'999 · 10^96$,
|
||||
alt: "บวกลบ 9.999999 คูณ 10 ยกกำลัง 96",
|
||||
)
|
||||
],
|
||||
align: left,
|
||||
),
|
||||
@@ -606,9 +718,15 @@ float a, b, c;
|
||||
table.cell(
|
||||
[
|
||||
- min subnormal:\
|
||||
#math.equation($± 1 · 10^(-6176)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6176")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 1 · 10^(-6176)$,
|
||||
alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6176",
|
||||
)
|
||||
- min normal:\
|
||||
#math.equation($± 1 · 10^(-6143)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6143")
|
||||
#math.equation(
|
||||
$± 1 · 10^(-6143)$,
|
||||
alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6143",
|
||||
)
|
||||
- max:
|
||||
#math.equation(
|
||||
$ ± 9.999'999'999'999'999'\ 999'999'999'999'999'999\ · 10^6144 $,
|
||||
@@ -626,10 +744,25 @@ float a, b, c;
|
||||
|
||||
== ชุดแปลโปรแกรมของกนู (GNU Compiler Collection; GCC)
|
||||
|
||||
#i ในกระบวนการการพัฒนาโครงงานนี้ ชุดแปลโปรแกรมของกนูนั้นถูกใช้เป็นหลักเนื่องจากเป็นชุดแปลโปรแกรม (คอมไพเลอร์; Compiler) ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโคดที่สร้างบนพื้นฐาน Arduino และบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงบอร์ด ESP32
|
||||
#i ในกระบวนการการพัฒนาโครงงานนี้
|
||||
ชุดแปลโปรแกรมของกนูนั้นถูกใช้เป็นหลักเนื่องจากเป็นชุดแปลโปรแกรม (คอมไพเลอร์; Compiler)
|
||||
ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโคดที่สร้างบนพื้นฐาน Arduino และบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงบอร์ด ESP32
|
||||
|
||||
#i ชุดคอมไพเลอร์ GNU (GNU Compiler Collection; GCC) (เดิมชื่อ GNU C Compiler) คือชุดคอมไพเลอร์จากโครงการ GNU ที่รองรับภาษาโปรแกรม สถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (FSF) เผยแพร่ GCC ในฐานะซอฟต์แวร์เสรีภายใต้สัญญาอนุญาตสถูกเรียกาธารณะทั่วไปของ GNU (GNU GPL) GCC เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดเครื่องมือ GNU ซึ่งใช้สำหรับโครงการส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ GNU และเคอร์เนล Linux ด้วยโคดประมาณ 15 ล้านบรรทัดในปี 2019 GCC จึงเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา GCC มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของซอฟต์แวร์เสรี ทั้งในฐานะเครื่องมือและตัวอย่าง
|
||||
#i ชุดคอมไพเลอร์ GNU (GNU Compiler Collection; GCC) (เดิมชื่อ GNU C Compiler)
|
||||
คือชุดคอมไพเลอร์จากโครงการ GNU ที่รองรับภาษาโปรแกรม สถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์
|
||||
และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (FSF) เผยแพร่ GCC
|
||||
ในฐานะซอฟต์แวร์เสรีภายใต้สัญญาอนุญาตสถูกเรียกาธารณะทั่วไปของ GNU (GNU GPL) GCC
|
||||
เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดเครื่องมือ GNU ซึ่งใช้สำหรับโครงการส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ GNU และเคอร์เนล
|
||||
Linux ด้วยโคดประมาณ 15 ล้านบรรทัดในปี 2019 GCC จึงเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
|
||||
GCC มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของซอฟต์แวร์เสรี ทั้งในฐานะเครื่องมือและตัวอย่าง
|
||||
|
||||
#i นอกจากจะเป็นคอมไพเลอร์อย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการ GNU แล้ว GCC ยังได้รับการยอมรับให้เป็นคอมไพเลอร์มาตรฐานโดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่คล้ายกับ Unix อื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงระบบปฏิบัติการ Linux ส่วนใหญ่ ระบบปฏิบัติการตระกูล BSD ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ GCC ไม่นานหลังจากเปิดตัว แม้ว่าหลังจากนั้น FreeBSD และ Apple macOS ได้เปลี่ยนมาใช้คอมไพเลอร์ Clang ส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ GCC ยังสามารถคอมไพเลอร์โคดสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows, Android, iOS, Solaris, HP-UX, AIX และ MS-DOS ได้อีกด้วย
|
||||
#i นอกจากจะเป็นคอมไพเลอร์อย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการ GNU แล้ว GCC
|
||||
ยังได้รับการยอมรับให้เป็นคอมไพเลอร์มาตรฐานโดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่คล้ายกับ Unix อื่นๆ
|
||||
อีกมากมาย รวมถึงระบบปฏิบัติการ Linux ส่วนใหญ่ ระบบปฏิบัติการตระกูล BSD ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ GCC
|
||||
ไม่นานหลังจากเปิดตัว แม้ว่าหลังจากนั้น FreeBSD และ Apple macOS ได้เปลี่ยนมาใช้คอมไพเลอร์ Clang
|
||||
ส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ GCC ยังสามารถคอมไพเลอร์โคดสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows,
|
||||
Android, iOS, Solaris, HP-UX, AIX และ MS-DOS ได้อีกด้วย
|
||||
|
||||
#i GCC ได้รับการพอร์ตไปยังแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมชุดคำสั่งต่าง ๆ มากกว่าคอมไพเลอร์อื่น ๆ และถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งแบบฟรีและแบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ GCC ยังพร้อมใช้งานสำหรับระบบฝังตัวมากมาย รวมถึงชิปที่ใช้ ARM และ Power ISA
|
||||
#i GCC ได้รับการพอร์ตไปยังแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมชุดคำสั่งต่าง ๆ มากกว่าคอมไพเลอร์อื่น ๆ
|
||||
และถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งแบบฟรีและแบบที่เป็นกรรมสิทธิ์
|
||||
นอกจากนี้ GCC ยังพร้อมใช้งานสำหรับระบบฝังตัวมากมาย รวมถึงชิปที่ใช้ ARM และ Power ISA
|
||||
|
||||
Reference in New Issue
Block a user