Forced Stylistic Changes

This commit is contained in:
2025-12-28 10:49:09 +07:00
parent 95f5cd414e
commit f37340d485
15 changed files with 2859 additions and 797 deletions
+204 -71
View File
@@ -3,18 +3,31 @@
= ภาษาซี (C Programming Language) <cprogramming>
#i ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเดนนิสริตชีและยังคงได้รับความนิยมและใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยการออกแบบภาษาซีทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงคุณลักษณะต่างๆของสถาปัตยกรรมซีพียูทั่วไปได้โดยตรง ซึ่งปรับแต่งให้เหมาะกับชุดคำสั่ง เป้าหมาย ภาษาซี ถูกนำมาใช้และยังคงนำมาใช้ในการพัฒนาระบบปฏิบัติการไดรเวอร์อุปกรณ์และสแต็กโปรโตคอลแต่การใช้งานในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นกำลังลดลงภาษาซีถูกนำมาใช้ในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดไปจนถึงไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กที่สุดและระบบฝังตัว
#i ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970
โดยเดนนิสริตชีและยังคงได้รับความนิยมและใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยการออกแบบภาษาซีทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงคุณลักษณะต่างๆของสถาปัตยกรรมซีพียูทั่วไปได้โดยตรง
ซึ่งปรับแต่งให้เหมาะกับชุดคำสั่ง เป้าหมาย ภาษาซี
ถูกนำมาใช้และยังคงนำมาใช้ในการพัฒนาระบบปฏิบัติการไดรเวอร์อุปกรณ์และสแต็กโปรโตคอลแต่การใช้งานในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นกำลังลดลงภาษาซีถูกนำมาใช้ในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดไปจนถึงไมโครคอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กที่สุดและระบบฝังตัว
#i
ภาษาซีเป็นภาษาเชิงกระบวนการที่จำเป็นรองรับการเขียนโปรแกรมแบบมีโครงสร้างขอบเขตตัวแปรเชิงศัพท์และการเรียกซ้ำด้วยระบบชนิดข้อมูลแบบคงที่ภาษาซีถูกออกแบบมาเพื่อการคอมไพล์เพื่อให้สามารถเข้าถึงหน่วยความจำ และโครงสร้างภาษา ในระดับต่ำซึ่งแมปกับคำสั่งเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้รองรับรันไทม์ขั้นต่ำ แม้จะมีความสามารถในระดับต่ำ แต่ภาษาซีก็ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเขียนโปรแกรมข้ามแพลตฟอร์ม โปรแกรมซี ที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่เขียนขึ้นโดยคำนึงถึงความสามารถในการพกพาสามารถคอมไพล์สำหรับแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงซอร์สโคดเพียงเล็กน้อย
ภาษาซีเป็นภาษาเชิงกระบวนการที่จำเป็นรองรับการเขียนโปรแกรมแบบมีโครงสร้างขอบเขตตัวแปรเชิงศัพท์และการเรียกซ้ำด้วยระบบชนิดข้อมูลแบบคงที่ภาษาซีถูกออกแบบมาเพื่อการคอมไพล์เพื่อให้สามารถเข้าถึงหน่วยความจำ
และโครงสร้างภาษา ในระดับต่ำซึ่งแมปกับคำสั่งเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้รองรับรันไทม์ขั้นต่ำ
แม้จะมีความสามารถในระดับต่ำ แต่ภาษาซีก็ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเขียนโปรแกรมข้ามแพลตฟอร์ม
โปรแกรมซี
ที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่เขียนขึ้นโดยคำนึงถึงความสามารถในการพกพาสามารถคอมไพล์สำหรับแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย
โดยมีการเปลี่ยนแปลงซอร์สโคดเพียงเล็กน้อย
#i แม้ว่าทั้งภาษาซีและไลบรารีมาตรฐานของภาษา ซีจะไม่ได้มีคุณสมบัติยอดนิยมบางอย่างที่พบในภาษาอื่น แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับคุณสมบัติเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่นการวางแนววัตถุและการเก็บขยะนั้นจัดทำโดยไลบรารีภายนอก GLib Object System และ Boehm garbage collector ตามลำดับ
#i แม้ว่าทั้งภาษาซีและไลบรารีมาตรฐานของภาษา ซีจะไม่ได้มีคุณสมบัติยอดนิยมบางอย่างที่พบในภาษาอื่น
แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับคุณสมบัติเหล่านั้นได้
ตัวอย่างเช่นการวางแนววัตถุและการเก็บขยะนั้นจัดทำโดยไลบรารีภายนอก GLib Object System และ
Boehm garbage collector ตามลำดับ
#i ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาภาษาซี ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในอันดับสี่ภาษาสูงสุดในดัชนี TIOBE ซึ่งเป็นการวัดความนิยมของภาษาการเขียนโปรแกรม
#i ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาภาษาซี ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในอันดับสี่ภาษาสูงสุดในดัชนี TIOBE
ซึ่งเป็นการวัดความนิยมของภาษาการเขียนโปรแกรม
== ตัวอย่าง "hello, world"
#i โดยการเรียนภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ ต้องเริ่มด้วยการเขียนโปรแกรมในภาษานั้น โดยโปรแกรมแรกที่จะเขียนนั้นเหมือน กันในทุกภาษา คือการพิมพ์ "hello, world"
#i โดยการเรียนภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ ต้องเริ่มด้วยการเขียนโปรแกรมในภาษานั้น
โดยโปรแกรมแรกที่จะเขียนนั้นเหมือน กันในทุกภาษา คือการพิมพ์ "hello, world"
```c
#include <stdio.h>
@@ -25,41 +38,64 @@ int main()
}
```
#i คุณสามารถบันทึกไฟล์นี้เป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายไฟล์ `.c` เช่น `hello.c` ได้เลย แต่การจะรันโปรแกรมนี้นั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของคุณ ตัวอย่างเช่นบนระบบที่มีชุดคอมไพเลอร์ GCC (หรือ MinGW สำหรับเวอร์ชันบน Windows) ติดตั้งอยู่สามารถใช้คำสั่ง
#i คุณสามารถบันทึกไฟล์นี้เป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายไฟล์ `.c` เช่น `hello.c` ได้เลย
แต่การจะรันโปรแกรมนี้นั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของคุณ ตัวอย่างเช่นบนระบบที่มีชุดคอมไพเลอร์ GCC (หรือ
MinGW สำหรับเวอร์ชันบน Windows) ติดตั้งอยู่สามารถใช้คำสั่ง
```bash
cc hello.c
```
เพื่อคอมไพล์ไฟล์ได้ หากคุณไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไป เช่นการพิมพ์ตกหรือการสะกดผิด การคอมไพล์จะดำเนินการไปอย่างเงียบ และสร้างไฟล์ไบนารีชื่อ `a.out` ออกมา คุณสามารถรันไฟล์นั้นบนเทอร์มินัลของคุณได้โดยการพิมพ์ `./a.out` แล้วจึงจะได้ข้อความดังต่อไปนี้ออกมา
เพื่อคอมไพล์ไฟล์ได้ หากคุณไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไป เช่นการพิมพ์ตกหรือการสะกดผิด
การคอมไพล์จะดำเนินการไปอย่างเงียบ และสร้างไฟล์ไบนารีชื่อ `a.out` ออกมา
คุณสามารถรันไฟล์นั้นบนเทอร์มินัลของคุณได้โดยการพิมพ์ `./a.out` แล้วจึงจะได้ข้อความดังต่อไปนี้ออกมา
```
hello, world
```
#i โดยโปรแกรมภาษา C นั้น ไม่ว่าจะขนาดใด จะประกอบไปด้วยฟังก์ชันและตัวแปร โดยฟังก์ชันจะประกอบไปด้วยสเตตเมนต์ (statements) ที่ระบุสิ่งที่โปรแกรมจะต้องกระทำ และตัวแปรนั้นกำหนดค่าที่จะถูกใช้งานในการกระทำเหล่านั้น โดยในตัวอย่างมีฟังก์ชันชื่อ `main` ซึ่งปกติแล้วคุณมีอิสระในการตั้งชื่อฟังก์ชันว่าอะไรก็ได้ แต่ฟังก์ชัน `main` นั้นพิเศษ เพราะโปรแกรมของคุณนั้นมีจุดเริ่มต้นที่ `main` ดังนั้น โปรแกรมทุกโปรแกรมต้องมี `main` อยู่สักที่
#i โดยโปรแกรมภาษา C นั้น ไม่ว่าจะขนาดใด จะประกอบไปด้วยฟังก์ชันและตัวแปร
โดยฟังก์ชันจะประกอบไปด้วยสเตตเมนต์ (statements) ที่ระบุสิ่งที่โปรแกรมจะต้องกระทำ
และตัวแปรนั้นกำหนดค่าที่จะถูกใช้งานในการกระทำเหล่านั้น โดยในตัวอย่างมีฟังก์ชันชื่อ `main`
ซึ่งปกติแล้วคุณมีอิสระในการตั้งชื่อฟังก์ชันว่าอะไรก็ได้ แต่ฟังก์ชัน `main` นั้นพิเศษ
เพราะโปรแกรมของคุณนั้นมีจุดเริ่มต้นที่ `main` ดังนั้น โปรแกรมทุกโปรแกรมต้องมี `main` อยู่สักที่
#i โดยปกติแล้วฟังก์ชัน `main` นั้นจะเรียกใช้ฟังก์ชันอื่น เพื่อทำงานให้มัน โดยอาจเป็นฟังก์ชันที่คุณเขียน หรือฟังก์ชันที่มาจากไลบรารีที่คุณใช้งาน ในบรรทัดแรกของโปรแกรมตัวอย่าง
#i โดยปกติแล้วฟังก์ชัน `main` นั้นจะเรียกใช้ฟังก์ชันอื่น เพื่อทำงานให้มัน โดยอาจเป็นฟังก์ชันที่คุณเขียน
หรือฟังก์ชันที่มาจากไลบรารีที่คุณใช้งาน ในบรรทัดแรกของโปรแกรมตัวอย่าง
```c
#include <stdio.h>
```
มีหน้าที่ในการนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับไลบรารีอินพุต/เอาต์พุตมาตรฐาน โดยบรรทัดนี้นั้นอยู่ในไฟล์ ภาษา C หลายไฟล์ เนื่องจากการแสดงผลข้อมูลนั้นเป็นการกระทำที่ถูกกระทำบ่อย
มีหน้าที่ในการนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับไลบรารีอินพุต/เอาต์พุตมาตรฐาน โดยบรรทัดนี้นั้นอยู่ในไฟล์ ภาษา C
หลายไฟล์ เนื่องจากการแสดงผลข้อมูลนั้นเป็นการกระทำที่ถูกกระทำบ่อย
#i หนึ่งในวิธีการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างฟังก์ชันคือการมอบรายการของข้อมูลที่ต้องการมอบให้แก่ฟังก์ชัน โดยค่าที่มอบให้ฟังก์ชันเหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า อาร์กิวเมนต์ (arguments) ซึ่งวงเล็บที่ตามหลังชื่อฟังก์ชันนั้นคือวงเล็บที่จะครอบรายการอาร์กิวเมนต์ โดยในตัวอย่างฟังก์ชัน `main` นั้นไม่หวังค่าอาร์กิวเมนต์ใด สังเกตได้จาก `()` ที่เป็นรายการที่ว่างปล่าว
#i หนึ่งในวิธีการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างฟังก์ชันคือการมอบรายการของข้อมูลที่ต้องการมอบให้แก่ฟังก์ชัน
โดยค่าที่มอบให้ฟังก์ชันเหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า อาร์กิวเมนต์ (arguments)
ซึ่งวงเล็บที่ตามหลังชื่อฟังก์ชันนั้นคือวงเล็บที่จะครอบรายการอาร์กิวเมนต์ โดยในตัวอย่างฟังก์ชัน `main`
นั้นไม่หวังค่าอาร์กิวเมนต์ใด สังเกตได้จาก `()` ที่เป็นรายการที่ว่างปล่าว
#i สเตตเมนต์ที่อยู่ภายในฟังก์ชันนั้นจะถูกครอบด้วยวงเล็บปีกกา `{}` ซึ่งในฟังก์ชัน `main` มีแค่ 1 สเตตเมนต์ คือ
#i สเตตเมนต์ที่อยู่ภายในฟังก์ชันนั้นจะถูกครอบด้วยวงเล็บปีกกา `{}` ซึ่งในฟังก์ชัน `main` มีแค่ 1
สเตตเมนต์ คือ
```c
printf("hello, world\n");
```
#i โดยฟังก์ชันนั้นจะถูกเรียกใช้ได้โดยการเรียกชื่อมัน ตามด้วยรายการอาร์กิวเมนต์ที่ถูกครอบด้วยวงเล็บ ดังนั้น สเตตเมนต์นี้จึงมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน `printf` ด้วยอาร์กิวเมนต์ `"hello, world\n"` โดยที่ `printf` เป็นฟังก์ชันจากไลบรารีที่ทำการพรินต์ข้อมูล (ซึ่งการพรินต์ในที่นี้คือการแสดงผลข้อความบนหน้าจอในเทอร์มินัล) และข้อมูลที่มันแสดงนั้นก็คือรายการอักขระที่ถูกครอบอยู่ด้วยเครื่องหมายอัญประกาศนั่นเอง
#i โดยฟังก์ชันนั้นจะถูกเรียกใช้ได้โดยการเรียกชื่อมัน ตามด้วยรายการอาร์กิวเมนต์ที่ถูกครอบด้วยวงเล็บ
ดังนั้น สเตตเมนต์นี้จึงมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน `printf` ด้วยอาร์กิวเมนต์ `"hello, world\n"` โดยที่
`printf` เป็นฟังก์ชันจากไลบรารีที่ทำการพรินต์ข้อมูล
(ซึ่งการพรินต์ในที่นี้คือการแสดงผลข้อความบนหน้าจอในเทอร์มินัล)
และข้อมูลที่มันแสดงนั้นก็คือรายการอักขระที่ถูกครอบอยู่ด้วยเครื่องหมายอัญประกาศนั่นเอง
#i รายการอักขระที่ถูกครอบด้วยเครื่องหมายอัญประกาศ เช่น `"hello, world\n"` นั้นมีชื่อเรียกว่า character string หรือ string constant และในตัวอย่างนี้นั้น เราจะมีการใช้รายการอักขระนี้เป็นเพียงแค่อาร์กิวเมนต์ของ `printf` และฟังก์ชันอื่น
#i รายการอักขระที่ถูกครอบด้วยเครื่องหมายอัญประกาศ เช่น `"hello, world\n"` นั้นมีชื่อเรียกว่า
character string หรือ string constant และในตัวอย่างนี้นั้น
เราจะมีการใช้รายการอักขระนี้เป็นเพียงแค่อาร์กิวเมนต์ของ `printf` และฟังก์ชันอื่น
#i ลำดับตัวอักษร `\n` ในสตริงคือสัญกรณ์ภาษา C สำหรับ#emph[ตัวอักษรบรรทัดใหม่] ซึ่งเมื่อถูกพรินต์แล้วจะให้เอาต์พุตไปอยู่ทางด้านซ้ายของบรรทัดใหม่ โดยหากไม่ใส่ `\n` (ซึ่งคุณสามารถทดลองได้เลย) คุณจะพบว่าไม่มีการขึ้นบรรทัดใหม่ของข้อความ และคุณต้องใช้ `\n` ในการขึ้นบรรทัดใหม่ และหากคุณลองทำแบบนี้:
#i ลำดับตัวอักษร `\n` ในสตริงคือสัญกรณ์ภาษา C สำหรับ#emph[ตัวอักษรบรรทัดใหม่]
ซึ่งเมื่อถูกพรินต์แล้วจะให้เอาต์พุตไปอยู่ทางด้านซ้ายของบรรทัดใหม่ โดยหากไม่ใส่ `\n`
(ซึ่งคุณสามารถทดลองได้เลย) คุณจะพบว่าไม่มีการขึ้นบรรทัดใหม่ของข้อความ และคุณต้องใช้ `\n`
ในการขึ้นบรรทัดใหม่ และหากคุณลองทำแบบนี้:
```c
printf("Hello, world
@@ -68,7 +104,8 @@ printf("Hello, world
คอมไพเลอร์ภาษา C นั้นจะแสดงข้อความแสดงข้อผิดพลาดขึ้นมา
#i `printf` นั้นจะไม่มีทางใส่ตัวอักษรขึ้นบรรทัดใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถเรียกใช้ฟังก์ชันหลาย ครั้งเพื่อค่อย สร้างเอาต์พุตออกมาได้ โดยที่โปรแกรมแรกของเราจะสามารถเขียนแบบนี้ได้
#i `printf` นั้นจะไม่มีทางใส่ตัวอักษรขึ้นบรรทัดใหม่ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถเรียกใช้ฟังก์ชันหลาย
ครั้งเพื่อค่อย สร้างเอาต์พุตออกมาได้ โดยที่โปรแกรมแรกของเราจะสามารถเขียนแบบนี้ได้
```c
#include <stdio.h>
@@ -83,11 +120,17 @@ int main()
แล้วข้อความที่แสดงออกมาจะยังคงเดิม
#i คุณสามารถสังเกตได้ว่า `\n` นั้นจะแทนตัวอักษรตัวเดียว โดยสัญกรณ์ _escape sequence_ เช่น `\n` คือรูปแบบในการเขียนตัวอักษรที่อาจพิมพ์ได้ยากหรือตัวอักษรล่องหน โดยสัญกรณ์อื่น ในประเภทเดียวกันมีตัวอย่างเช่น `\t` สำหรับตัวอักษรแท็บ, `\b` สำหรับ backspace, `\"` สำหรับการพิมพ์สัญลักษณ์อัญประกาศ (ไม่เช่นนั้นตัวอักษรอัญประกาศจะถูกถือว่าเป็นตัวอักษรในการเริ่มต้น/สิ้นสุดของสตริง), และ `\\` สำหรับการพิมพ์ตัวอักษร backslash เอง
#i คุณสามารถสังเกตได้ว่า `\n` นั้นจะแทนตัวอักษรตัวเดียว โดยสัญกรณ์ _escape sequence_ เช่น
`\n` คือรูปแบบในการเขียนตัวอักษรที่อาจพิมพ์ได้ยากหรือตัวอักษรล่องหน โดยสัญกรณ์อื่น
ในประเภทเดียวกันมีตัวอย่างเช่น `\t` สำหรับตัวอักษรแท็บ, `\b` สำหรับ backspace, `\"`
สำหรับการพิมพ์สัญลักษณ์อัญประกาศ
(ไม่เช่นนั้นตัวอักษรอัญประกาศจะถูกถือว่าเป็นตัวอักษรในการเริ่มต้น/สิ้นสุดของสตริง), และ `\\`
สำหรับการพิมพ์ตัวอักษร backslash เอง
== ตัวแปร (Variables)
#i ตัวแปรในภาษา C เบื้องต้นแล้วประกอบไปด้วยประเภทของข้อมูล และชื่อตัวแปร โดยที่ชื่อตัวแปรนั้นสามารถเป็นรายการที่ถูกแบ่งด้วยเครื่องหมายจุลภาคได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคือ
#i ตัวแปรในภาษา C เบื้องต้นแล้วประกอบไปด้วยประเภทของข้อมูล และชื่อตัวแปร
โดยที่ชื่อตัวแปรนั้นสามารถเป็นรายการที่ถูกแบ่งด้วยเครื่องหมายจุลภาคได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคือ
```c
int data;
@@ -96,14 +139,20 @@ float a, b, c;
== ประเภทข้อมูล (Data Types)
#i ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขมักมีประเภท *unsigned* และ *signed* โดยความแตกต่างหากอธิบายสั้น คือ
#i ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขมักมีประเภท *unsigned* และ *signed* โดยความแตกต่างหากอธิบายสั้น
คือ
- *Signed (มีเครื่องหมาย):* ตัวเลขที่สามารถติดลบได้ ระยะข้อมูลตัวอย่างคือ -128 ถึง 127
- *Unsigned (ไม่มีเครื่องหมาย):* ตัวเลขที่ไม่สามารถติดลบได้ ระยะข้อมูลตัวอย่างคือ 0 ถึง 255
#i จะสังเกตได้ว่า ข้อมูลประเภท unsigned นั้นสามารถเก็บตัวเลขบวกได้จำนวนมากกว่า คือสูงสุดที่ 255 แต่หากนำค่าสัมบูรณ์ (absolute value) ของระยะข้อมูลแบบ signed มาบวกกัน เช่น\ #math.equation($|-128| + |127|$, alt: "ค่าสัมบูรณ์ของ -128 บวกค่าสัมบูรณ์ของ 127") จะพบว่าได้ค่า 255 หมายความว่า จริง แล้วข้อมูลประเภท signed สามารถเก็บข้อมูลได้ 255 ตัวเลขเช่นกัน เพียงแต่ว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่สามารถเก็บได้เป็นตัวเลขติดลบ
#i จะสังเกตได้ว่า ข้อมูลประเภท unsigned นั้นสามารถเก็บตัวเลขบวกได้จำนวนมากกว่า คือสูงสุดที่ 255
แต่หากนำค่าสัมบูรณ์ (absolute value) ของระยะข้อมูลแบบ signed มาบวกกัน เช่น\
#math.equation($|-128| + |127|$, alt: "ค่าสัมบูรณ์ของ -128 บวกค่าสัมบูรณ์ของ 127")
จะพบว่าได้ค่า 255 หมายความว่า จริง แล้วข้อมูลประเภท signed สามารถเก็บข้อมูลได้ 255
ตัวเลขเช่นกัน เพียงแต่ว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่สามารถเก็บได้เป็นตัวเลขติดลบ
*หมายเหตุ:* เลขคณิตจำนวนเต็มมีนิยามแตกต่างกันสำหรับชนิดจำนวนเต็มแบบ signed และ unsigned โปรดดูตัวดำเนินการเลขคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอเวอร์โฟลว์จำนวนเต็ม
*หมายเหตุ:* เลขคณิตจำนวนเต็มมีนิยามแตกต่างกันสำหรับชนิดจำนวนเต็มแบบ signed และ unsigned
โปรดดูตัวดำเนินการเลขคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอเวอร์โฟลว์จำนวนเต็ม
=== ประเภทบูลีน (Boolean)
@@ -119,8 +168,10 @@ float a, b, c;
- `short int` (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ `short` และสามารถใช้คีย์เวิร์ด `signed` ได้)
- `unsigned short int` (หรือ `unsigned short`)
- `int` (หรือ `signed int`) \
คือประเภทข้อมูลตัวเลขที่ปกติที่สุด และจะถูกการันตีว่าจะมีขนาดขั้นต่ำ 16 บิตเสมอ โดยระบบทั่วไปส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็น 32 บิต
- `unsigned int` (หรือเพียงแค่ `unsigned`): คือประเภท `int` ในแบบ `unsigned`, มี modulo arithmetic, และเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบิต
คือประเภทข้อมูลตัวเลขที่ปกติที่สุด และจะถูกการันตีว่าจะมีขนาดขั้นต่ำ 16 บิตเสมอ
โดยระบบทั่วไปส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็น 32 บิต
- `unsigned int` (หรือเพียงแค่ `unsigned`): คือประเภท `int` ในแบบ `unsigned`, มี
modulo arithmetic, และเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบิต
- `long int` (หรือ `long`)
- `unsigned long int` (หรือ `unsigned long`)
@@ -130,10 +181,14 @@ float a, b, c;
- `long long int` (หรือ `long long`)
- `unsigned long long int` (หรือ `unsigned long long`)
- มีเพิ่มตั้งแต่ C23:
- `_BitInt(n)` (หรือ `signed _BitInt(n)`): ประเภทข้อมูล signed แบบมีขนาดชัดเจน โดย n แทนด้วยจำนวนบิต (รวมถึงบิตเครื่องหมาย และ n จะต้องไม่มากกว่า `BITINT_MAXWIDTH` จากไฟล์ `<limits.h>`)
- `unsigned _BitInt(n)`: เหมือนข้างต้น เพียงแค่เป็นประเภท unsigned (และไม่มีบิตเครื่องหมาย)
- `_BitInt(n)` (หรือ `signed _BitInt(n)`): ประเภทข้อมูล signed แบบมีขนาดชัดเจน โดย
n แทนด้วยจำนวนบิต (รวมถึงบิตเครื่องหมาย และ n จะต้องไม่มากกว่า `BITINT_MAXWIDTH`
จากไฟล์ `<limits.h>`)
- `unsigned _BitInt(n)`: เหมือนข้างต้น เพียงแค่เป็นประเภท unsigned
(และไม่มีบิตเครื่องหมาย)
และเหมือนประเภทข้อมูลอื่น คุณสามารถเรียงคีย์เวิร์ดแบบใดก็ได้ เช่น `unsigned long long int` และ `long int unsigned long` นั้นเหมือนกัน
และเหมือนประเภทข้อมูลอื่น คุณสามารถเรียงคีย์เวิร์ดแบบใดก็ได้ เช่น `unsigned long long int`
และ `long int unsigned long` นั้นเหมือนกัน
ตารางต่อไปนี้สรุปประเภทตัวเลขทั้งหมดและคุณสมบัติของมัน
@@ -247,13 +302,21 @@ float a, b, c;
และนอกจากค่าบิตขั้นต่ำ มาตรฐาน C นั้นการันตีว่า:
#i ```c 1``` == ```c sizeof(char)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(short)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(int)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long long)```
#i ```c 1``` == ```c sizeof(char)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(short)``` #sym.lt.eq
```c sizeof(int)``` #sym.lt.eq ```c sizeof(long)``` #sym.lt.eq
```c sizeof(long long)```
*หมายเหตุ:* เงื่อนไขนี้อนุญาตกรณีสุดขีดที่ทุกประเภทมีขนาด 64 บิตและ `sizeof` คืนค่า `1` สำหรับทุกประเภท
*หมายเหตุ:* เงื่อนไขนี้อนุญาตกรณีสุดขีดที่ทุกประเภทมีขนาด 64 บิตและ `sizeof` คืนค่า `1`
สำหรับทุกประเภท
==== รูปแบบข้อมูล (data model)
#i รูปแบบข้อมูล หรือ data model คือรูปแบบการเก็บข้อมูลของโปรแกรมซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดขนาดของตัวแปร โดยรูปแบบข้อมูลนั้นจะถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มเป้าหมาย ซึ่งมีหน่วยประมวลผลและระบบปฏิบัติการเป็นปัจจัยหลัก โดยตามตารางในหัวข้อก่อนหน้า หลัก แล้วมีรูปแบบข้อมูลอยู่ 4 รูปแบบ คือ LP32, ILP32, LLP64, และ LP64 ซึ่งหากต้องการหาความหาย L หมายถึง Long, P หมายถึง Pointer, และ I หมายถึง Integer (จำนวนเต็ม) แล้วตามด้วยเลขบิต ดังนั้น สรุปแล้วจึงจะมีความหมายดังนี้
#i รูปแบบข้อมูล หรือ data model คือรูปแบบการเก็บข้อมูลของโปรแกรมซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดขนาดของตัวแปร
โดยรูปแบบข้อมูลนั้นจะถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มเป้าหมาย
ซึ่งมีหน่วยประมวลผลและระบบปฏิบัติการเป็นปัจจัยหลัก โดยตามตารางในหัวข้อก่อนหน้า หลัก
แล้วมีรูปแบบข้อมูลอยู่ 4 รูปแบบ คือ LP32, ILP32, LLP64, และ LP64 ซึ่งหากต้องการหาความหาย L
หมายถึง Long, P หมายถึง Pointer, และ I หมายถึง Integer (จำนวนเต็ม) แล้วตามด้วยเลขบิต
ดังนั้น สรุปแล้วจึงจะมีความหมายดังนี้
ระบบ 32 บิต:
- LP32 หรือ 2/4/4: `long` และ Pointer มีขนาด 32 บิต
@@ -268,7 +331,8 @@ float a, b, c;
- LP64 หรือ 4/8/8: `long` และ Pointer มีขนาด 64 บิต
- ระบบ Unix และเสมือน Unix (Linux, Mac OS X)
#i รูปแบบอื่น นั้นหาได้ยาก ตัวอย่างเช่น ILP64 (8/8/8: `int`, `long`, และ Pointer ขนาด 64 บิต) ที่มีการใช้งานแค่ในระบบ Unix 64 บิตช่วงเริ่มต้น (เช่น Unicos บน Cray)
#i รูปแบบอื่น นั้นหาได้ยาก ตัวอย่างเช่น ILP64 (8/8/8: `int`, `long`, และ Pointer ขนาด
64 บิต) ที่มีการใช้งานแค่ในระบบ Unix 64 บิตช่วงเริ่มต้น (เช่น Unicos บน Cray)
และโปรดจำไว้ว่า ตัวเลขที่มีขนาดแน่นอนนั้นมีให้ใช้งานใน `<stdint.h>` ตั้งแต่ C99
@@ -277,12 +341,20 @@ float a, b, c;
ภาษา C นั้นมีประเภทข้อมูลสำหรับแทนตัวเลขทศนิยมจริง 3 (หรือ 6 ตั้งแต่ C23) ประเภท
- `float`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเดี่ยว ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary32 หากรองรับ
- `double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำสองเท่า ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64 หากรองรับ
- `long double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเพิ่มเติม ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary128 หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับ IEEE-754 binary64-extended หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับรูปแบบจำนวนทศนิยมที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน IEEE-754 รูปแบบใดก็ได้ตราบใดที่มีความแม่นยำกว่า binary64 และระยะข้อมูลนั้นอย่างน้อยก็ต้องดีเท่า binary64 และหากไม่รองรับทั้งหมดนั้น จะตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
- `double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำสองเท่า ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
หากรองรับ
- `long double`: จำนวนทศนิยมความแม่นยำเพิ่มเติม ตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary128
หากรองรับ มิฉะนั้นจะตรงกับ IEEE-754 binary64-extended หากรองรับ
มิฉะนั้นจะตรงกับรูปแบบจำนวนทศนิยมที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน IEEE-754
รูปแบบใดก็ได้ตราบใดที่มีความแม่นยำกว่า binary64 และระยะข้อมูลนั้นอย่างน้อยก็ต้องดีเท่า binary64
และหากไม่รองรับทั้งหมดนั้น จะตรงกับฟอร์แมตมาตรฐาน IEEE-754 binary64
- รูปแบบ binary128 นั้นถูกใช้โดยระบบ HP-UX, SPARC, MIPS, ARM64, และ z/OS บางระบบ
- รูปแบบ IEEE-754 binary64-extended ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดคือรูปแบบความแม่นยำเพิ่มเติม 80 บิต x87 ซึ่งถูกใช้โดยสถาปัตยกรรม x86 และ x86-64 บางระบบ (การยกเว้นที่ควรพูดถึงคือ MSVC ที่กำหนดให้ `long double` อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับ `double`, เช่น binary64)
- รูปแบบ IEEE-754 binary64-extended ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดคือรูปแบบความแม่นยำเพิ่มเติม
80 บิต x87 ซึ่งถูกใช้โดยสถาปัตยกรรม x86 และ x86-64 บางระบบ (การยกเว้นที่ควรพูดถึงคือ
MSVC ที่กำหนดให้ `long double` อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับ `double`, เช่น binary64)
เมื่อใช้มาตรฐาน C ตั้งแต่ C23 เป็นต้นไปและหากแพลตฟอร์มของคุณใช้งานคอนแสตนต์มาโคร `__STDC_IEC_60559_DFP__` ข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยมดังต่อไปนี้จะถูกรองรับด้วย:
เมื่อใช้มาตรฐาน C ตั้งแต่ C23 เป็นต้นไปและหากแพลตฟอร์มของคุณใช้งานคอนแสตนต์มาโคร
`__STDC_IEC_60559_DFP__` ข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยมดังต่อไปนี้จะถูกรองรับด้วย:
- `_Decimal32`: แทนรูปแบบมาตรฐาน IEEE-754 decimal32
- `_Decimal64`: แทนรูปแบบมาตรฐาน IEEE-754 decimal64
@@ -293,62 +365,93 @@ float a, b, c;
ข้อมูลประเภททศนิยมอาจรองรับค่าพิเศษเพิ่มเติมได้แก่
- อนันต์ (Infinity, ทั้งบวกและลบ)
- ศูนย์ติดลบ, `-0.0` โดยมีค่าเท่ากับศูยน์ที่ติดบวก แต่อาจมีความหมายในบางสมการ เช่น `1.0 / 0.0 == INFINITY` แต่ `1.0 / -0.0 == -INFINITY`
- ศูนย์ติดลบ, `-0.0` โดยมีค่าเท่ากับศูยน์ที่ติดบวก แต่อาจมีความหมายในบางสมการ เช่น
`1.0 / 0.0 == INFINITY` แต่ `1.0 / -0.0 == -INFINITY`
- ไม่ใช่ตัวเลข (not-a-number; NaN) ซึ่งไม่เท่ากับอะไรเลย (รวมถึงตัวมันเอง)
ทศนิยมจำนวนจริงสามารถถูกใช้กับตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้ *+ - / \** และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์จาก `<math.h>` โดยทั้งตัวดำเนินการและฟังก์ชันจากไลบรารีนั้นสามารถก่อให้เกิดการแสดงข้อผิดพลาดของจำนวนทศนิยมได้และจะตั้งค่า `errno`
ทศนิยมจำนวนจริงสามารถถูกใช้กับตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้ *+ - / \**
และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์จาก `<math.h>`
โดยทั้งตัวดำเนินการและฟังก์ชันจากไลบรารีนั้นสามารถก่อให้เกิดการแสดงข้อผิดพลาดของจำนวนทศนิยมได้และจะตั้งค่า
`errno`
=== ประเภทจำนวนทศนิยมซับซ้อน (Complex floating types)
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมซับซ้อนนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) นั้นคือ ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นผลรวมของจำนวนจริงและจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation($a + b i$, alt: "a บวก b i")
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมซับซ้อนนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) นั้นคือ
ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นผลรวมของจำนวนจริงและจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ:
#math.equation($a + b i$, alt: "a บวก b i")
ประเภทจำนวนเชิงซ้อนมีอยู่สามประเภท ได้แก่
- ```c float _Complex``` (และสามารถใช้ ```c float complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c long double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c long double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c float _Complex``` (และสามารถใช้ ```c float complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
`<complex.h>`)
- ```c double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c double complex``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
`<complex.h>`)
- ```c long double _Complex``` (และสามารถใช้ ```c long double complex```
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้ ```c long double complex```, ```c complex long double``` และแม้แต่ ```c double complex long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้
```c long double complex```, ```c complex long double``` และแม้แต่
```c double complex long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
=== ประเภทจำนวนทศนิยมจินตภาพ (Imaginary floating types)
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมจินตภาพนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขจินตภาพ (imaginary number) นั้นคือ ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation($b i$, alt: "b i")
#i ประเภทข้อมูลจำนวนทศนิยมจินตภาพนั้นเป็นประเภทที่แทนตัวเลขจินตภาพ (imaginary number) นั้นคือ
ตัวเลขที่สามารถถูกเขียนแทนเป็นจำนวนจริงที่คูณด้วยจำนวนจินตภาพ: #math.equation(
$b i$,
alt: "b i",
)
ประเภทจำนวนเชิงซ้อนมีอยู่สามประเภท ได้แก่
- ```c float _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c float imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c double imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c long double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c long double imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c float _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c float imaginary``` ได้เช่นกันหากนำเข้า
`<complex.h>`)
- ```c double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c double imaginary```
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
- ```c long double _Imaginary``` (และสามารถใช้ ```c long double imaginary```
ได้เช่นกันหากนำเข้า `<complex.h>`)
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้ ```c long double imaginary```, ```c imaginary long double``` และแม้แต่ ```c double imaginary long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
*หมายเหตุ:* เหมือนกับประเภทอื่น ๆ สามารถพิมพ์คีย์เวิร์ดในลำดับใดก็ได้
```c long double imaginary```, ```c imaginary long double``` และแม้แต่
```c double imaginary long``` นั้นคือประเภทข้อมูลเดียวกัน
=== ประเภทตัวอักษร (Character)
- `signed char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบ signed
- `unsigned char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบ unsigned
- `char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบไม่ระบุระยะข้อมูล ซึ่งสามารถเท่ากับ `signed char` หรือ `unsigned char` ก็ได้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและคอมไพเลอร์ แต่อย่างไรก็ตาม `char` นั้นไม่ใช่เพียงแค่มาโครที่ลิงก์ไปยังประเภทอื่น ๆ แต่ `char` คือประเภทของมันเอง
- `char`: ประเภทสำหรับตัวอักษรแบบไม่ระบุระยะข้อมูล ซึ่งสามารถเท่ากับ `signed char` หรือ
`unsigned char` ก็ได้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและคอมไพเลอร์ แต่อย่างไรก็ตาม `char`
นั้นไม่ใช่เพียงแค่มาโครที่ลิงก์ไปยังประเภทอื่น ๆ แต่ `char` คือประเภทของมันเอง
=== คีย์เวิร์ด
- `bool`, `true`, `false`, `char`, `int`, `short`, `long`, `signed`, `unsigned`, `float`, `double`.
- `_Bool`, `_BitInt`, `_Complex`, `_Imaginary`, `_Decimal32`, `_Decimal64`, `_Decimal128`.
- `bool`, `true`, `false`, `char`, `int`, `short`, `long`, `signed`, `unsigned`,
`float`, `double`.
- `_Bool`, `_BitInt`, `_Complex`, `_Imaginary`, `_Decimal32`, `_Decimal64`,
`_Decimal128`.
=== ระยะค่าที่เก็บได้
#i ตารางต่อไปนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตของประเภทข้อมูลต่าง ๆ
#i ก่อนมาตรฐาน C23 มาตรฐาน C อนุญาตการแทนตัวเลขแบบใดก็ได้ และระยะขั้นต่ำของตัวเลข N บิตคือ #math.equation($-(2^(N-1)-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") ถึง
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-127* ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต) ซึ่งตรงกับขอบเขตของส่วนเติมเต็มหนึ่ง (one's complement) หรือการแทนจำนวนมีเครื่องหมาย (sign-and-magnitude)
#i ก่อนมาตรฐาน C23 มาตรฐาน C อนุญาตการแทนตัวเลขแบบใดก็ได้ และระยะขั้นต่ำของตัวเลข N บิตคือ
#math.equation($-(2^(N-1)-1)$, alt: "บ 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") ถึง
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-127*
ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต) ซึ่งตรงกับขอบเขตของส่วนเติมเต็มหนึ่ง (one's complement)
หรือการแทนจำนวนมีเครื่องหมาย (sign-and-magnitude)
#i อย่างไรก็ตาม รูปแบบข้อมูลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งหมด (รวมถึง ILP32, LP32, LP64, และ LLP64) และคอมไพเลอร์ C เกือบทั้งหมดใช้การแทนตัวเลขแบบส่วนเติมเต็มสอง (two's complement) (มีข้อยกเว้นที่ทราบแค่บางคอมไพเลอร์สำหรับระบบ UNISYS) และตั้งแต่มาตรฐาน C23 มันคือการแทนตัวเลขแบบเดียวที่ถูกอนุญาตให้ใช้โดยมาตรฐาน และมีขอบเขตที่แน่นอนระหว่าง
#math.equation($-2^(N-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1") ถึง
#math.equation($+2^(N-1)-1$, alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1") (เช่น *-128* ถึง *127* สำหรับระเภทตัวเลข 8 บิต)
#i อย่างไรก็ตาม รูปแบบข้อมูลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งหมด (รวมถึง ILP32, LP32, LP64, และ
LLP64) และคอมไพเลอร์ C เกือบทั้งหมดใช้การแทนตัวเลขแบบส่วนเติมเต็มสอง (two's complement)
(มีข้อยกเว้นที่ทราบแค่บางคอมไพเลอร์สำหรับระบบ UNISYS) และตั้งแต่มาตรฐาน C23
มันคือการแทนตัวเลขแบบเดียวที่ถูกอนุญาตให้ใช้โดยมาตรฐาน และมีขอบเขตที่แน่นอนระหว่าง
#math.equation($-2^(N-1)$, alt: "ลบ 2 ยกกำลัง N ลบ 1") ถึง #math.equation(
$+2^(N-1)-1$,
alt: "บวก 2 ยกกำลัง N ลบ 1 ทั้งหมดลบ 1",
) (เช่น *-128* ถึง *127* สำหรับประเภทตัวเลข 8 บิต)
(มีการเพิ่มจุลภาคในทศนิยมเพื่อเพิ่มความสะดวกในการอ่าน)
#show table.cell.where(x: 0): strong
#show math.equation.where(block: true): set block(spacing: 0.6em)
#show math.equation: set text(font: "Noto Sans Math")
#set list(indent: 0em)
#figure(
@@ -416,11 +519,20 @@ float a, b, c;
table.cell(
[
- min subnormal:
#math.equation($± 1.401,298,4 · 10^(-45)$, alt: "บวกลบ 1.4012984 คูณ 10 ยกกำลัง -45")
#math.equation(
$± 1.401,298,4 · 10^(-45)$,
alt: "บวกลบ 1.4012984 คูณ 10 ยกกำลัง -45",
)
- min normal:
#math.equation($± 1.175,494,3 · 10^(-38)$, alt: "บวกลบ 1.1754943 คูณ 10 ยกกำลัง -38")
#math.equation(
$± 1.175,494,3 · 10^(-38)$,
alt: "บวกลบ 1.1754943 คูณ 10 ยกกำลัง -38",
)
- max: \
#math.equation($± 3.402,823,4 · 10^(38)$, alt: "บวกลบ 3.4028234 คูณ 10 ยกกำลัง 38")
#math.equation(
$± 3.402,823,4 · 10^(38)$,
alt: "บวกลบ 3.4028234 คูณ 10 ยกกำลัง 38",
)
],
align: left,
),
@@ -467,8 +579,7 @@ float a, b, c;
`±0x1p-1074`
- min normal:\
`±0x1p-1022`
- max:
`±0x1` \ `.fffffffffffffp+1023`
- max: `±0x1` \ `.fffffffffffffp+1023`
],
align: left,
),
@@ -522,8 +633,7 @@ float a, b, c;
`±0x1p-16445`
- min normal:
`±0x1p-16382`
- max:
`±0x1.ffffffff`\ `fffffffep+16383`
- max: `±0x1.ffffffff`\ `fffffffep+16383`
],
align: left,
),
@@ -559,8 +669,7 @@ float a, b, c;
`±0x1p-16494`
- min normal:
`±0x1p-16382`
- max:
`±0x1.ffffffffffffff`\ `ffffffffffffffp+16383`
- max: `±0x1.ffffffffffffff`\ `ffffffffffffffp+16383`
],
align: left,
),
@@ -576,7 +685,10 @@ float a, b, c;
- min normal:\
#math.equation($± 1 · 10^(-95)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 95")
- max:\
#math.equation($± 9.999'999 · 10^96$, alt: "บวกลบ 9.999999 คูณ 10 ยกกำลัง 96")
#math.equation(
$± 9.999'999 · 10^96$,
alt: "บวกลบ 9.999999 คูณ 10 ยกกำลัง 96",
)
],
align: left,
),
@@ -606,9 +718,15 @@ float a, b, c;
table.cell(
[
- min subnormal:\
#math.equation($± 1 · 10^(-6176)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6176")
#math.equation(
$± 1 · 10^(-6176)$,
alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6176",
)
- min normal:\
#math.equation($± 1 · 10^(-6143)$, alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6143")
#math.equation(
$± 1 · 10^(-6143)$,
alt: "บวกลบ 1 คูณ 10 ยกกำลัง ลบ 6143",
)
- max:
#math.equation(
$ ± 9.999'999'999'999'999'\ 999'999'999'999'999'999\ · 10^6144 $,
@@ -626,10 +744,25 @@ float a, b, c;
== ชุดแปลโปรแกรมของกนู (GNU Compiler Collection; GCC)
#i ในกระบวนการการพัฒนาโครงงานนี้ ชุดแปลโปรแกรมของกนูนั้นถูกใช้เป็นหลักเนื่องจากเป็นชุดแปลโปรแกรม (คอมไพเลอร์; Compiler) ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโคดที่สร้างบนพื้นฐาน Arduino และบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงบอร์ด ESP32
#i ในกระบวนการการพัฒนาโครงงานนี้
ชุดแปลโปรแกรมของกนูนั้นถูกใช้เป็นหลักเนื่องจากเป็นชุดแปลโปรแกรม (คอมไพเลอร์; Compiler)
ที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาโคดที่สร้างบนพื้นฐาน Arduino และบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงบอร์ด ESP32
#i ชุดคอมไพเลอร์ GNU (GNU Compiler Collection; GCC) (เดิมชื่อ GNU C Compiler) คือชุดคอมไพเลอร์จากโครงการ GNU ที่รองรับภาษาโปรแกรม สถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (FSF) เผยแพร่ GCC ในฐานะซอฟต์แวร์เสรีภายใต้สัญญาอนุญาตสถูกเรียกาธารณะทั่วไปของ GNU (GNU GPL) GCC เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดเครื่องมือ GNU ซึ่งใช้สำหรับโครงการส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ GNU และเคอร์เนล Linux ด้วยโคดประมาณ 15 ล้านบรรทัดในปี 2019 GCC จึงเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา GCC มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของซอฟต์แวร์เสรี ทั้งในฐานะเครื่องมือและตัวอย่าง
#i ชุดคอมไพเลอร์ GNU (GNU Compiler Collection; GCC) (เดิมชื่อ GNU C Compiler)
คือชุดคอมไพเลอร์จากโครงการ GNU ที่รองรับภาษาโปรแกรม สถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์
และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (FSF) เผยแพร่ GCC
ในฐานะซอฟต์แวร์เสรีภายใต้สัญญาอนุญาตสถูกเรียกาธารณะทั่วไปของ GNU (GNU GPL) GCC
เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดเครื่องมือ GNU ซึ่งใช้สำหรับโครงการส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ GNU และเคอร์เนล
Linux ด้วยโคดประมาณ 15 ล้านบรรทัดในปี 2019 GCC จึงเป็นหนึ่งในโปรแกรมฟรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
GCC มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของซอฟต์แวร์เสรี ทั้งในฐานะเครื่องมือและตัวอย่าง
#i นอกจากจะเป็นคอมไพเลอร์อย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการ GNU แล้ว GCC ยังได้รับการยอมรับให้เป็นคอมไพเลอร์มาตรฐานโดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่คล้ายกับ Unix อื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงระบบปฏิบัติการ Linux ส่วนใหญ่ ระบบปฏิบัติการตระกูล BSD ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ GCC ไม่นานหลังจากเปิดตัว แม้ว่าหลังจากนั้น FreeBSD และ Apple macOS ได้เปลี่ยนมาใช้คอมไพเลอร์ Clang ส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ GCC ยังสามารถคอมไพเลอร์โคดสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows, Android, iOS, Solaris, HP-UX, AIX และ MS-DOS ได้อีกด้วย
#i นอกจากจะเป็นคอมไพเลอร์อย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการ GNU แล้ว GCC
ยังได้รับการยอมรับให้เป็นคอมไพเลอร์มาตรฐานโดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่คล้ายกับ Unix อื่นๆ
อีกมากมาย รวมถึงระบบปฏิบัติการ Linux ส่วนใหญ่ ระบบปฏิบัติการตระกูล BSD ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ GCC
ไม่นานหลังจากเปิดตัว แม้ว่าหลังจากนั้น FreeBSD และ Apple macOS ได้เปลี่ยนมาใช้คอมไพเลอร์ Clang
ส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ GCC ยังสามารถคอมไพเลอร์โคดสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows,
Android, iOS, Solaris, HP-UX, AIX และ MS-DOS ได้อีกด้วย
#i GCC ได้รับการพอร์ตไปยังแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมชุดคำสั่งต่าง ๆ มากกว่าคอมไพเลอร์อื่น ๆ และถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งแบบฟรีและแบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ GCC ยังพร้อมใช้งานสำหรับระบบฝังตัวมากมาย รวมถึงชิปที่ใช้ ARM และ Power ISA
#i GCC ได้รับการพอร์ตไปยังแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมชุดคำสั่งต่าง ๆ มากกว่าคอมไพเลอร์อื่น ๆ
และถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งแบบฟรีและแบบที่เป็นกรรมสิทธิ์
นอกจากนี้ GCC ยังพร้อมใช้งานสำหรับระบบฝังตัวมากมาย รวมถึงชิปที่ใช้ ARM และ Power ISA